Saturday, June 15, 2024
More

    บาซาร์ชวนคุยกับ Sir Paul Smith กับเรื่องราวความสำเร็จตลอด 50 ปีบนถนนสายแฟชั่นระดับโลก

    on

    - Advertisement -

    เมื่อไม่นานมานี้บาซาร์มีโอกาสได้ต้อนรับ Sir Paul Smith ผู้ก่อตั้ง Paul Smith แบรนด์แฟชั่นอันโด่งดังจากประเทศอังกฤษ ในโอกาสที่มาเปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ที่ศูนย์การค้า Central Embassy และนี่คือบทสนทนาของเรากับท่านเซอร์ที่สนุกและเป็นกันเอง ภายใต้ตัวตนของความเป็นแบรนด์แฟชั่นที่แฝงไปด้วยแรงบันดาลใจและพลังบวกที่มอบให้แก่ผู้คน

    Sir Paul Smith ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นสัญชาติอังกฤษชื่อดังอย่าง “Paul Smith”

    อยากให้เล่าถึงที่มาของแบรนด์ Paul Smith และวิวัฒนาการที่ผ่านมาของแบรนด์อีกสักครั้ง

    เรื่องมันยาวนะ มีเวลาสักสองชั่วโมงไหมละ? (หัวเราะ) มันเริ่มในปี 1970 อันที่จริง แบรนด์ก็เรียกได้ว่าแทบจะเริ่มต้นจากศูนย์เลย ร้านแรกของเราเป็นร้านเล็กกระจิ๊ดเดียว เปิดแค่วันศุกร์กับวันเสาร์ แล้วเล็กจริงๆ ขนาดแค่ 3×3 ตารางเมตร ไม่มีหน้าต่างด้วยซ้ำ จากนั้นถึงค่อยๆ ขยับขยายขึ้นมาเรื่อยๆ ก็คือเริ่มมาจากตัวผมและภรรยาที่มีเงินเก็บกันอยู่แค่เล็กน้อย ทำไปทำมาจนถึงจุดนี้แหละครับ แค่ว่าใช้เวลานานมาก ตัวผมเองสังเกตนะ ว่าดีไซเนอร์รุ่นใหม่จะต้องการให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วแบบติดจรวด (ทำเสียงจรวดพุ่ง) เร็วมาก.. เดี๋ยวนี้คนส่วนมากจะไม่ค่อยมีความอดทน อยากให้ได้ผลตอบแทนทันที อย่างที่ทราบกันดีว่าเราอยู่ในยุคของโซเชียลมีเดีย ให้คนสนใจเราได้มากกว่าสองสามวินาทีนี่ก็เก่งแล้วใช่ไหมครับ ผมคิดว่าสไตล์แบบผมจะออกเนิบๆ กว่าคนอื่น ใจเย็นกว่า เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญในสายตาผมคือการมีวันที่ดี อีกอย่างที่สำคัญคือเรารักษา Paul Smith ให้เป็นแบรนด์ Independent ไม่ได้ขึ้นกับบริษัทอื่นใด ซึ่งในวงการนี้หาได้ยาก อย่างที่คุณเองน่าจะทราบดี เราจึงค่อนข้างโดดเด่นจากแบรนด์อื่นๆ ในแง่นี้ด้วย

    แฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ของ Paul Smith ในกรุงเทพฯ ที่ศูนย์การค้า Central Embassy

    แรงบันดาลใจเบื้องหลังลายพิมพ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

    หลักๆ แล้ว หัวใจของความยั่งยืนในวงการแฟชั่น ซึ่งคุณก็น่าจะทราบดีว่าแฟชั่นเป็นอะไรที่ผกผันได้เร็วมาก เดี๋ยวแบรนด์นี้ก็เปลี่ยนแนว เดี๋ยวแบรนด์นั้นก็หักกระแสไปอีกทาง เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากมีสไตล์ที่จะไม่ตกยุค ต้องมีโปรดักต์พื้นฐานที่น่าซื้ออยู่เสมอ พวกสีกรมท่า สีดำ สีขาว สไตล์คลาสสิก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีลูกเล่นพิเศษเหมือนกับบีบครีมเล็กๆ ลงไปบนผลสตรอเบอร์รี่ อะไรทำนองนี้ เพื่อเพิ่มคาแรกเตอร์ให้กับแบรนด์ การทำลายพิมพ์และเลือกสีอย่างชาญฉลาดก็จะช่วยในด้านนี้ได้ อย่างการใส่แถบสีเป็นลายพิมพ์ และแต่งกุ๊นเข้าไปเพิ่มให้น่าสนใจ ก็เป็นวิธีแสดงความพิถีพิถันให้กับสินค้าของแบรนด์ในอีกขั้นครับ ส่วนแรงบันดาลใจมักจะได้มาจากการเดินทาง ไปดูงานศิลปะ ปกหนังสือที่ผมไปเห็น หรืองานกราฟิกดีไซน์ที่ผ่านตา มาจากไหนก็ได้ครับ หลักๆ คือเราดึงภาพและลวดลายที่น่าสนใจมาเพื่อให้ลูกค้าจดจำแบรนด์เราได้ ผมคิดว่าการทำลายผ้าก็เหมือนการเขียนภาพหรือวาดภาพหนึ่ง เวลาเอามาตัดเป็นเสื้อหรือสูท ก็เหมือนกับเอาภาพเขียนมาใส่กรอบเลยนะ

    ที่มาของจิตวิญญาณของความคิดบวก ความสดใส ความใคร่รู้ และความสร้างสรรค์ ในงานของ Paul Smith

    ผมว่าตัวเองโชคดีที่เป็นคนนิสัยคิดบวกและอารมณ์ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แล้วก็เพราะเราเป็นบริษัทที่ไม่ขึ้นกับใคร ความสดใสในดีไซน์มันก็น่าจะมาจากตัวผมเองในฐานะเจ้าของ เพราะผมว่าพลังงานบวกหรือลบมันส่งต่อให้คนอื่นได้จริงนะ ถ้าคุณมีหัวหน้าที่ดุๆ เครียดๆ ‘อารมณ์’ ของบริษัทมันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง บรรยากาศในบริษัทมันก็จะสะท้อนความกดดันนั้นด้วย ผมจึงเห็นว่าการเป็นบริษัทที่เป็นอิสระ บริหารได้เอง ประกอบกับความเป็นคนอารมณ์ดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้วนี่ล่ะ ประเด็นไม่ใช่ว่าเราไป “ทำให้” เขาไม่เครียด แต่หลักการคือถ้าผมไม่เครียด ลูกน้องก็น่าจะไม่เครียดไปด้วย อย่างผมชอบเข้าไปทำงานที่ร้านนะ วันเสาร์ผมชอบจะไปทำที่ร้านสาขาหนึ่งเป็นประจำ ซึ่งเหตุผลที่ไปก็แค่เพราะว่าผมสนุกกับมัน แต่เมื่อไม่นานมานี้มีคนทักว่า เห็นมาเข้าร้าน มาตรวจดูความเรียบร้อยของพนักงานใช่ไหมล่ะ? ผมตอบกลับไปเลยว่า คุณเข้าใจผิดไปหมดแล้ว เพราะผมไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยนะ สิ่งสำคัญคือเราสนุก สบายใจ และไม่เครียดในที่ทำงาน สำหรับผมการมีบริษัทที่บรรยากาศผ่อนคลายเป็นอะไรที่สำคัญมาก ถ้าเครียดขึ้นมาแล้วจะไม่โอเคเลย

     “แรงบันดาลใจ หาได้จากทุกที่” กลายเป็นคำคมที่รู้จักกันทั่วไป

    ที่ผมบอกว่า หาแรงบันดาลใจได้จากทุกที ก็หมายถึงทุกที่และทุกอย่างจริงๆ นะ เช่น หลายปีมาแล้ว ผมไปเที่ยวเมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย เห็นสาวๆ เดินบนถนนแล้วสังเกตการแต่งตัวของเขา ผู้หญิงคนเดียวกันแต่ตรงนี้ก็สวมผ้าลายหนึ่ง ตรงนั้นก็ใส่อีกลายหนึ่ง บนหัวก็คลุมผ้าอีกลาย เป็นลายไม่ซ้ำกัน ซ้อนกันไป ไม่ซ้ำสี ไม่ซ้ำลายเลย ผมเลยคิดว่า เออ… ถ้าเอามาทำในแฟชั่นโชว์ก็คงจะดีนะ ใส่กางเกงลายลูกน้ำคู่กับเสื้อลายจุด อะไรแบบนี้ครับ ในโลกนี้มีภาพและสีที่น่าสนใจมากมายอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือว่าแบรนด์แฟชั่นสมัยนี้ติดนิสัยชอบมองแบรนด์อื่นๆ ว่าเขาทำดีไซน์แบบไหนกัน แล้วพยายามเลียนแบบ ทั้งที่จริงแล้ว การสร้างสรรค์ไอเดียของตัวเองขึ้นมาโดยไม่ต้องไปสนชาวบ้านเขามันทำให้งานออกมาดีกว่าเยอะ เพราะมันทำให้เรามีความออริจินอล ไม่เหมือนใครอื่น นี่เป็นความหวังของผมและแบรนด์ Paul Smith

    อย่างแรงบันดาลใจในคอลเลกชั่นล่าสุดก็มาจากช่วง Lockdown

    คอลเลกชั่นของปีนี้ได้อิทธิพลมาจากไลฟ์สไตล์ที่เริ่มจากช่วงโควิดแพร่ระบาด เพราะช่วงนั้นทุกคนก็ต้องอยู่ในบ้านและเคยชินกับการใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว คอลเลกชั่นนี้เลยให้ความสำคัญกับความสบายมากพอๆ กับความสวยงาม เพราะฉะนั้นเราจึงใช้ผ้าเนื้อเบา เนื้อนิ่มสวมสบาย ขั้นตอนการตัดเย็บก็ไม่ได้ใช้แผ่นรองหรือโครงแข็งๆ ในตัว อย่างนี้ก็เรียกได้ว่าแรงบันดาลใจคือ “ความสบาย” ในคอลเลกชั่นอื่นอาจจะได้แรงบันดาลใจมาจาก “สี” หรือลายผ้าบางอย่าง เป็นต้นครับ

    สิ่งที่ทำให้งานดีไซน์ของ Paul Smith ปรับตัวและก้าวทันโลกแฟชั่นได้ในยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงมาได้ 50 ปี

    ทุกคนรู้กันดีว่าในโลกนี้มีการแข่งขันสูงมาก ผมว่าหลักๆ แล้วที่ทำได้คือ เราต้องใส่ใจในวงการงานของตัวเอง อย่างเช่นตัวคุณเองก็ต้องรู้ว่านิตยสารอื่นเขาทำเรื่องอะไรกัน เดี๋ยวนี้คนนิยมอ่านงานเขียนประเภทไหน หรือชอบเสพข่าวทางวิดีโอมากกว่า? แฟชั่นก็เช่นเดียวกันครับ คือเราต้องสนใจจะติดตามแวดวงรอบตัวว่ามีแนวโน้มไปทางไหน เสื้อผ้ามีสีสันฉูดฉาดขึ้นหรือเปล่า เนื้อผ้าบางลงหรือมีวอลุ่มมากขึ้น อะไรแบบนี้ พูดง่ายๆ คือต้องทำตัวเองให้ทันโลกนั่นแหละครับ แต่ว่าต้องอย่าฝืนเชียวนะ ไม่ใช่ว่ามัวแต่ไปเกาะกระแสคนอื่นเขา

    เอกลักษณ์ของแต่ละสาขาที่มีถึง130 แห่งทั่วโลก 

    ส่วนมากแล้วก็เริ่มจากการออกแบบหน้าร้านก่อนเลย เราออกแบบร้านทุกสาขาด้วยทีมภายในบริษัทเอง แบรนด์ส่วนมากจะจ้างบริษัทสถาปนิกให้มาทำ ซึ่งก็อาจจะมีสำนักงานอยู่ปารีส ลอนดอน หรือนิวยอร์ก แล้วมีโจทย์ให้ออกแบบร้านที่มีคาแรกเตอร์และกลิ่นอายคล้ายกันทั่วโลก ส่วนผมเองจะชอบคิดวางแผนในระดับโลก แต่ลงมือทำในระดับ Local คือคำนึงถึงบริบทของพื้นที่นั้นๆ ทุกครั้งผมจะคิดถึงตำแหน่งที่ตั้งของร้าน ไปดูว่าร้านที่ตั้งข้างๆ เป็นร้านอะไรบ้าง แล้วต้องคิดด้วยว่าจะทำเป็นร้าน Paul Smith หรือ PS Paul Smith ที่เป็นไลน์ที่สองของแบรนด์เรา แล้วจากนั้นจึงค่อยๆ สร้างคาแรกเตอร์ของหน้าร้านนั้นขึ้นมาให้เป็นเอกลักษณ์ แต่สรุปได้ง่ายๆ นะครับ ว่าผมคิดในระดับโลก แต่ลงมือระดับ Local ถ้าโชคดี ก็จะได้พนักงานเก่งครับ ถ้าให้ดีคือพนักงานต้องเก่ง และเข้าใจเรื่องราวของแบรนด์ Paul Smith ตลอดจนตัวตนของแบรนด์ที่ติดดินมากกว่าแบรนด์อื่นๆ ขายเสื้อผ้าเพื่อให้คนได้ใส่เป็นเสื้อตัวเก่งในชีวิตจริง ไม่ใช่เอาไปเดินรันเวย์ ก็คือไม่ได้มีเสื้อผ้าหน้าตาแปลก แต่เป็นเสื้อผ้าทั่วไปที่มีความขี้เล่นและมุมมองที่โดดเด่นเป็นของตัวเองด้วย ซึ่งถ้าพนักงานขายเข้าใจตรงนี้แล้วเขาก็จะสามารถเอาไปเล่าต่อให้ลูกค้าเข้าใจได้ด้วยครับ

    แรงบันดาลใจเมื่อมาเยือนกรุงเทพฯ

    ต้องบอกก่อนว่า ผมเพิ่งมาถึงเมื่อเช้าแบบสดๆ ร้อนๆ เลยนะ เครื่องบินจากลอนดอนลงจอด เราก็ไปเที่ยวที่ปากคลองตลาดเป็นอย่างแรก ซึ่งสิ่งที่ผมคิดว่ามีเสน่ห์น่ารักมากๆ นอกจากสีสันของดอกไม้หลากชนิด คือตอนซื้อช่อดอกกุหลาบ แม่ค้าเขาห่อดอกกุหลาบมาในกระดาษสีน้ำตาลพื้นๆ ครับ คือเป็นดอกไม้ที่ดูสวยหรูแต่ห่อมาแบบง่ายและเบสิกสุดๆ เพราะฉะนั้น ถ้าให้ผมคิดนะ กระดาษสีน้ำตาลพื้นนั้นอาจจะเป็นกางเกงยีนส์สีน้ำเงินง่ายๆ ส่วนดอกกุหลาบอาจจะเป็นแจ็คเก็ตแคชเมียร์ก็ได้ ปกติก็จะคิดประมาณนี้ คือคิดแบบนอกกรอบ รู้จักเชื่อมโยงสิ่งแปลกๆ ไม่ไปตามแนวทางง่ายๆ ที่เป็นของตาย แต่เบี่ยงออกไปสักหน่อย ก็จะช่วยให้เราเริ่มเปลี่ยนแปลงกระแสแฟชั่นได้ ผมว่าการทวนกระแสนิยมเป็นอะไรที่ดีมาก ถ้าให้เลือกสีผมคงยังเลือกไม่ได้นะ เพราะยังไม่รู้จักกรุงเทพฯ ดีขนาดนั้น แต่วันนี้ผมเห็นสีเหลืองเยอะมาก อาจจะเพราะแดดจ้าด้วยมั้ง ที่นี่ร้อนมากเลยเนอะ

    Interview by Chanin Faikhun

    - Advertisement -